What’s New in Revit 2026 Systems (MEPF)

AUGIWORLD   ฉบับเดือน เมษายน 2025 มีบทความเรื่อง What’s New in Revit 2026 เขียนโดย Jason Peckovitch (@ThatBIMGuy) พูดถึงการอัพเดทและสิ่งใหม่ ๆ ต่าง ๆ ใน Revit 2026 ในมุมมองของงาน MEPF BIM (งาน MEP เดี๋ยวนี้ต้องมีเรื่อง F เข้ามาด้วยแล้ว) ไว้น่าสนใจ VR ขอนำมาเรียบเรียงนำเสนอให้เพื่อนสมาชิกและผู้ติดตามได้รับทราบเป็นลำดับแรก หวังว่าต่อไปเราคงได้นำมุมมองของงาน ARC และงาน STR มานำเสนออย่างต่อเนื่อง

เจสันเริ่มต้นบทความเขาไว้น่าสนใจมาก…..

มีอะไรใหม่ ๆ บ้างในเรวิท 2026

ในโลกของสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการก่อสร้างที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การรักษาความเป็นผู้นำถือเป็นสิ่งสำคัญ อัปเดตล่าสุดของ Revit 2026 ถูกออกแบบเพื่อปฏิวัติวิธีการทำงานของมืออาชีพในการดำเนินโครงการ โดยนำเสนอชุดเครื่องมือและการปรับปรุงที่ครอบคลุมทุกมิติของกระบวนการออกแบบและก่อสร้าง ตั้งแต่ Dynamo for Revit ไปจนถึงระบบกราฟิกขั้นสูง การจัดทำเอกสาร และฟีเจอร์การทำงานร่วมกัน โดย Revit 2026 มุ่งเน้นการปรับปรุงเวิร์กโฟลว์และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

การสร้างโมเดลทางสถาปัตยกรรมในเวอร์ชันนี้ใช้งานได้ง่ายและเป็นธรรมชาติกว่าที่เคย ด้วยฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยทั้งในขั้นตอนออกแบบและการลงรายละเอียด ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ก็ถูกยกระดับด้วยเครื่องมือวิเคราะห์พลังงานและคาร์บอนฟุตพรินต์ที่แม่นยำยิ่งขึ้น การออกแบบระบบ MEP จนถึงขั้นตอนการผลิตเป็นไปอย่างราบรื่น ครอบคลุมทุกองค์ประกอบตั้งแต่ระบบ HVAC ไปจนถึงผังระบบไฟฟ้า ที่สามารถวางแผนและดำเนินงานได้อย่างละเอียดและแม่นยำ

การลงรายละเอียดและเตรียมแบบสำหรับงานคอนกรีตและเหล็กก็ได้รับการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สามารถสร้างโมเดลที่แม่นยำและลงลึกได้ง่ายขึ้น และสามารถนำไปสู่ขั้นตอนการก่อสร้างได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าคุณจะเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง Revit 2026 ก็มีเครื่องมือครบครันที่จะช่วยให้คุณสานต่อแนวคิดของคุณให้เป็นจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

บทความนี้จะไม่ครอบคลุมทุกฟีเจอร์และการปรับปรุงที่มีในเวอร์ชันนี้ แต่จะมุ่งเน้นไปที่ส่วนที่โดดเด่นและน่าสนใจเป็นพิเศษ ส่วนของฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและโครงสร้างน่าจะมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านนำเสนออย่างละเอียดบนอินเทอร์เน็ตในอีกไม่กี่วันหรือสัปดาห์ข้างหน้า (หากยังไม่เผยแพร่ออกมา)

ภาพที่ 1 – Accelerated Graphics Tech Preview Button

🔧 อัปเดตด้านกราฟิกและส่วนติดต่อผู้ใช้ (Graphics and UI Updates)

🚀 โหมดเร่งประสิทธิภาพกราฟิก (Accelerated Graphics Mode)

Revit 2026 ได้แนะนำฟีเจอร์ใหม่ “โหมดเร่งประสิทธิภาพกราฟิก” ซึ่งสามารถตั้งค่าแยกเฉพาะในแต่ละมุมมอง (per-view) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผล ผู้ใช้สามารถเปิด/ปิดฟีเจอร์นี้ได้จากเมนูบริบท (contextual menu) หรือแถบเครื่องมือที่แสดงบนหน้าจอ (on-screen toolbar)

เมื่อเปิดใช้งาน จะมีเส้นขอบสีล้อมรอบมุมมองเพื่อแสดงสถานะการทำงานของโหมดนี้ โดยโหมดจะทำงานเฉพาะใน session ปัจจุบันเท่านั้น และจะถูกปิดอัตโนมัติเมื่อปิดโปรเจกต์

โหมดนี้รองรับเฉพาะมุมมองประเภทกราฟิก เช่น 3D View เท่านั้น ไม่รองรับ Sheet, Drafting View และ Legend รวมถึงจะไม่แสดงผล Point Clouds และ Coordination Models

⚠️ รูปลักษณ์บางอย่างใน View จะถูกจำกัด เช่น ลวดลายเส้น (Line Pattern), น้ำหนักเส้น, ลวดลายเติม (Fill Pattern), ความโปร่งใส (Transparency) ยกเว้นตั้งค่าไว้ใน Material โดยตรง

ภาพประเภท Raster, สีพื้นที่ใน Room, และลำดับการเรียง Sort Order จะไม่ถูกเร่งประสิทธิภาพ ส่งผลให้ View ที่มี Annotation หนาแน่นอาจยังมีปัญหาด้าน Performance อยู่

เอฟเฟกต์ที่ไม่รองรับในโหมดนี้ ได้แก่:

  • เงา (Shadows)
  • พื้นหลัง (Backgrounds)
  • เส้นสเก็ตช์ (Sketchy Lines)
  • เอฟเฟกต์ความลึก (Depth Cueing)
  • การตัด View (View Cropping) จะถูกเพิกเฉย
  • เส้นซ่อน (Hidden Lines) ในระบบโครงสร้างและ MEP จะไม่แสดง
  • คำสั่ง Print, Export และ Render จะใช้การแสดงผลแบบปกติ (ไม่เร่งความเร็ว)

💡 คำแนะนำ: เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด แนะนำให้ใช้การ์ดจอเฉพาะ (Dedicated GPU) ที่มี VRAM อย่างน้อย 4GB พร้อมกับ RAM ในระบบที่เพียงพอ เพราะการเปิด View หลาย ๆ ตัวพร้อมกันจะใช้หน่วยความจำจำนวนมาก หาก RAM ไม่เพียงพอ อาจทำให้ Revit ทำงานช้าลงโดยรวม

ภาพที่ 2 Modify Group in Ribbon

🧩 การปรับปรุง UI เพื่อประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น

  • เพิ่ม Contextual Ribbon สำหรับ Tag ที่ช่วยให้ตั้งค่าป้ายได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องใช้ Floating Menu ลดจำนวนการขยับเมาส์ และสามารถกำหนดค่าป้ายได้ก่อนวางลงใน View
  • เครื่องมือในกลุ่ม Modify (Move, Copy, Mirror, Rotate, Array) ถูกย้ายไปอยู่ใน Ribbon แทน Options Bar ทำให้กลุ่มคำสั่งเหล่านี้ใช้งานง่ายและเข้าถึงพารามิเตอร์ของ Dimension ได้เร็วขึ้น
  • คำสั่งเกี่ยวกับ ผนัง เช่น Attach/Detach Top & Base, Wall Join, Sweep & Reveal ก็ถูกย้ายมาที่ Ribbon เช่นกัน ลดความจำเป็นในการเปิด Properties Palette เพื่อแก้ไข
image3

ภาพที่ 3  Omniclass เปลี่ยนเป็น Classification

🗂️ เปลี่ยน OmniClass เป็น “Classification” – ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

  • ฟิลด์ OmniClass ใน Family Parameters ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “Classification” เพื่อเปิดกว้างให้สามารถใช้ระบบจำแนกประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจาก OmniClass ได้
  • ใน UI จะแสดง หมายเลขและชื่อของหมวดหมู่ (Classification Number & Title) อย่างทั่วไปแทนค่า OmniClass แบบตายตัว

เพิ่มลิงก์โดยตรงไปยังไฟล์ Classification_Taxonomy.txt ภายใน Revit Settings เพื่อให้ผู้ใช้ปรับแต่งค่าจำแนกประเภทได้เอง

ข้อดีเพิ่มเติม:

  • หมายเลขและชื่อของ Classification จะยังคงอยู่แม้เปิด Family บนเครื่องที่ไม่มีระบบจำแนกประเภทเดิมติดตั้งไว้ ช่วยให้การทำงานข้ามทีมยังคงความสอดคล้องของข้อมูล

🏷️ Reference Label แบบใหม่ (Instance-Based)

  • พารามิเตอร์ Reference Label ตอนนี้สามารถกำหนดค่าแบบ Instance ได้แล้ว นั่นหมายความว่าแต่ละ View Reference สามารถตั้งค่าชื่ออ้างอิงเฉพาะตัวได้
  • รองรับการเชื่อมโยงกับ Global Parameter เพื่อควบคุมการตั้งชื่อของ View Reference ทั้งโครงการ
  • เมื่อสร้าง Reference View ใหม่ ระบบจะใส่ค่าเริ่มต้นให้อัตโนมัติ หากไม่มีค่าเริ่มต้นก็จะปล่อยว่างไว้

📄 การจัดทำเอกสาร (Documentation)

🏷️ รองรับ Shared Parameter ที่กว้างขึ้นใน View Annotation

ใน Revit 2026 ผู้ใช้สามารถเพิ่ม Shared Parameter ลงใน Annotation ต่าง ๆ ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Section, Elevation, Callout และ Reference คล้ายกับที่เคยใช้ใน View Title มาก่อนหน้านี้

Shared Parameter ที่เพิ่มเข้ามาเหล่านี้จะปรากฏในวัตถุ View โดยตรง และสามารถนำไปแสดงผลใน View List Schedule ได้ ซึ่งช่วยให้การจัดการข้อมูลสำคัญของโครงการมีความยืดหยุ่นและมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

🗂️ Sheet Collection – จัดการชีทหลายแผ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจคือ Sheet Collection ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้จัดกลุ่มแผ่นงานหลาย ๆ แผ่นเข้าด้วยกัน แล้วใช้ ค่าพารามิเตอร์ร่วมกัน ได้

ค่าเหล่านี้จะเป็นแบบ Read-Only เมื่อดูจากแต่ละแผ่น แต่หากแก้ไขจากหน้ารวม (Sheet Collection) จะอัปเดตให้ทุกแผ่นที่อยู่ในกลุ่มโดยอัตโนมัติ

รองรับการใช้งานร่วมกับ Global Parameters

Schedules ที่เชื่อมโยงกับ Sheet Collection จะสามารถจัดการค่ากลุ่มของแผ่นได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ภาพที่ 4  Shared Parameters for Sheet Collections

📌 ลำดับความสำคัญของค่าพารามิเตอร์ (Parameter Priority) ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน:

  1. Sheet Instance Parameters (ค่าบนแผ่นแต่ละแผ่น)
  2. Sheet Collection Parameters (ค่าร่วมในกลุ่ม)
  3. Project Info Parameters (ค่าระดับโครงการ)

ลำดับนี้ช่วยให้การจัดการข้อมูลพารามิเตอร์ทั้งโครงการเป็นระบบ และป้องกันความสับสนในการใช้งาน

📋 อัปเดต Schedule Parameters – ครอบคลุมกว่าเดิม

      ฟีเจอร์ใน Sheet List Schedule ได้รับการขยายให้รองรับพารามิเตอร์ใหม่ เช่น:

  • Scale (สเกล)
  • Sheet Width (ความกว้างของแผ่น)
  • Sheet Height (ความสูงของแผ่น)

      ทั้งพารามิเตอร์แบบ Built-in และ Shared Parameters ที่อยู่ใน Titleblock ก็สามารถนำมา Schedule ได้แล้ว

      มีพารามิเตอร์ใหม่ชื่อ Primary Title Block Parameter ที่ใช้กำหนดว่า Titleblock ตัวใดให้ข้อมูลใน Schedule นี้ โดย:

  • หากมี Titleblock เพียงตัวเดียวในแผ่น จะเป็นแบบ Read-Only
  • หากมีหลายตัว จะสามารถเลือกกำหนดได้เอง

ภาพที่ 5  Additional Sheet List Parameters

🔢 Scale Override – ระบุสเกลด้วยข้อความได้แล้ว

เพิ่มพารามิเตอร์ Scale Override (Multiple Values) ให้กับ Titleblock ซึ่งช่วยให้สามารถแสดงสเกลด้วยข้อความได้ โดยเฉพาะกรณีที่แผ่นเดียวมีหลาย View ที่ใช้คนละสเกล

🎯 รองรับเฉพาะการกรอกเป็นข้อความ และสามารถเชื่อมโยงกับ Global Parameter ได้

image6

ภาพที่ 6  Scale Override in Titleblocks

🌟 ฟีเจอร์โปรดของเวอร์ชันนี้ – “Save Position”

       หนึ่งในฟีเจอร์ที่เจสันบอกว่าชอบที่สุดคือ Save Position ที่ช่วยให้สามารถบันทึกตำแหน่งของ View เมื่อวางลงบน Sheet แล้วเรียกใช้ซ้ำบนแผ่นอื่น ๆ ได้อย่างแม่นยำ

  • View ที่ใช้ตำแหน่งที่บันทึกไว้จะจัดวางตรงเป๊ะกับตำแหน่งเดิม
  • ช่วยให้การจัดวาง View บน Sheet หลาย ๆ แผ่นในโครงการขนาดใหญ่มีความสม่ำเสมอ
  • ลดเวลาการตั้งค่าไปได้หลายชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นโครงการเล็กหรือใหญ่

ภาพที่ 7  Save/Saved Position

ภาพที่ 8  Manage Positions

✅ สรุป

        การอัปเดตใน Revit 2026 สำหรับการจัดทำเอกสารช่วยให้:

  • ปรับแต่งได้มากขึ้น (Customization)
  • จัดการพารามิเตอร์ได้ดีขึ้น (Parameter Management)
  • ทำงานได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น (Workflow)

      ทั้งหมดนี้ทำให้ Revit 2026 กลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับมืออาชีพในสายงานสถาปัตย์ วิศวกรรม และก่อสร้างอย่างแท้จริง

🤝 ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Collaboration)

        ใน Revit 2026 ความสามารถในการควบคุมลักษณะการแสดงผลของ Coordination Model ได้รับการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมุ่งเน้นให้สามารถมองเห็นและจัดการโมเดลที่เชื่อมโยงกันได้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น

🎨 กำหนดสีให้กับ Coordination Model ได้แล้ว!

        ผู้ใช้งานสามารถ ระบุสีให้กับแต่ละ Coordination Model ได้โดยตรง ทำให้สามารถแยกความแตกต่างของโมเดลที่ลิงก์เข้ามาได้ในพริบตา ช่วยให้ทีมงานทำความเข้าใจกับข้อมูลโมเดลรวมได้อย่างรวดเร็ว

👁️‍🗨️ ควบคุมการแสดงผลได้แบบละเอียด

        ระบบการแสดงผลแบบใหม่เปิดให้ผู้ใช้:

  • กรอง Coordination Model ตามหมวดหมู่ (Category)
  • กรองตาม Instance รายตัวได้

        ซึ่งทำให้สามารถ ควบคุมสิ่งที่จะแสดงหรือซ่อนได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้การประสานงานระหว่างทีมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสับสน และ ป้องกันข้อผิดพลาดจากการตีความโมเดลผิดพลาด

✅ โดยรวมแล้ว ฟีเจอร์นี้ช่วยให้:

  • เพิ่มความชัดเจนในการมองเห็น (Visual Clarity)
  • ปรับปรุงการทำงานร่วมกันระหว่างทีม (Team Collaboration)
  • ลดข้อผิดพลาดในการอ่านและตีความโมเดลที่เชื่อมโยงเข้ามา (Linked Models)

📁 การจัดการไฟล์ CAD ที่นำเข้า – ควบคุมง่ายขึ้นด้วย “Show Imported CAD”

        ใน Revit 2026 การจัดการไฟล์ CAD ที่นำเข้า (Import) ได้รับการยกระดับ ด้วยฟีเจอร์ใหม่ “Show Imported CAD” ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมไฟล์ที่นำเข้ามาในโปรเจกต์ได้สะดวกและเป็นระบบมากขึ้น

📌 รองรับไฟล์ประเภท: DWG, DXF, DGN, SKP, AXM

  • ใน Manage Links Dialog ไฟล์ CAD ที่นำเข้าจะถูกจัดกลุ่มแยกประเภทชัดเจนระหว่าง:
    • ไฟล์ที่ลิงก์เข้ามา (Linked)
    • ไฟล์ที่นำเข้าโดยตรง (Imported)
  • ผู้ใช้สามารถ คลิกขวาเพื่อ “แสดง” หรือ “ลบ” ไฟล์ที่ Import มาได้ทันที โดยไม่ต้องไปค้นหาจากใน View หรือ Project Browser อีกต่อไป

🧹 ลดความรกของโมเดล – จัดระเบียบได้แม่นยำ

       ฟีเจอร์นี้ช่วยให้:

  • ควบคุมการมองเห็นของไฟล์ CAD ที่นำเข้าได้แบบละเอียด
  • ลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นออกจากโปรเจกต์
  • ป้องกันความสับสนและความซ้ำซ้อนของโมเดล
  • แยกแยะได้ชัดเจนระหว่าง “ไฟล์ลิงก์” และ “ไฟล์นำเข้า”

💬 แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว การนำเข้าไฟล์ CAD เข้าในโมเดล Revit อาจไม่ใช่แนวทางที่ดีนัก (โดยเฉพาะหากทำบ่อย ๆ) แต่ฟีเจอร์นี้ถือเป็นการปรับปรุงที่ยอดเยี่ยม ที่ช่วยให้ผู้ใช้และทีม BIM ติดตาม ตรวจสอบ และจัดการไฟล์ CAD ที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างแม่นยำ

🛠️ ฟีเจอร์นี้คล้ายกับสิ่งที่ Add-in อย่าง CTC Tools – Import and Link Manager เคยทำได้มาหลายเวอร์ชัน แต่ครั้งนี้ Autodesk นำมาใส่ใน Revit โดยตรงแล้ว ถือว่าเป็นการอัปเกรดที่ผู้ใช้หลายคนรอคอยมานาน

ภาพที่ 9  Coordination Model Overrides

image10

ภาพที่ 10 Link กับ Import ใน Manage Links

🌐 การเชื่อมโยงไฟล์ IFC – เร็วขึ้น ควบคุมแม่นยำขึ้น

Revit 2026 มาพร้อมกับการปรับปรุงครั้งสำคัญในด้าน การเชื่อมโยงไฟล์ IFC ทั้งในแง่ของ ประสิทธิภาพ (Performance) และ การควบคุมตำแหน่ง (Orientation Control)

🆕 ตัวเลือกใหม่ในการวางไฟล์ IFC ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกจุดอ้างอิง (Reference Point) ได้หลากหลายมากขึ้น:

  • Internal Origin (ค่าพื้นฐานเริ่มต้นของระบบ)
  • Project Base Point (จุดฐานของโครงการ)
  • Survey Point (จุดอ้างอิงงานสำรวจ)

🎯 การเลือกตำแหน่งเชื่อมโยงที่หลากหลายนี้ ช่วยให้โมเดล IFC สามารถจัดวางตรงจุดได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับโมเดลจากซอฟต์แวร์อื่น

⚡ ความเร็วในการเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้น

  • การเชื่อมโยง (Link) ไฟล์ IFC ในเวอร์ชันนี้ เร็วขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับเวอร์ชันก่อนหน้า
  • ส่งผลให้การเปิดไฟล์ การโหลดโมเดล และการทำงานร่วมกับข้อมูล IFC เป็นไปอย่างราบรื่นและไม่สะดุด

✅ สรุป

       การปรับปรุงด้าน IFC นี้มอบประโยชน์หลักให้กับผู้ใช้งาน Revit ดังนี้:

  • ควบคุมตำแหน่งของไฟล์ IFC ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
  • จัดวางโมเดลให้ตรงกับโมเดลอื่นในโครงการได้ง่ายขึ้น
  • ลดเวลาในการโหลดและปรับปรุง Workflow โดยรวม

       ถือเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาใน Revit 2026 ที่ช่วยให้การทำงานแบบเปิด (OpenBIM) มีประสิทธิภาพและคล่องตัวยิ่งขึ้น

ภาพที่ 11 ตัวเลือกตำแหน่งในการวางไฟล์ IFC (IFC Orientation)

🌱 ความยั่งยืน (Sustainability)

Revit 2026 ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ในด้าน การวิเคราะห์คาร์บอนและความยั่งยืนของโครงการ โดยเปลี่ยนระบบจาก Autodesk Insight – GBS มาเป็นระบบใหม่ที่ชื่อว่า Next-Gen Insight (Total Carbon) ซึ่งฝังอยู่ภายในโปรแกรม Revit โดยตรง

🔄 การเปลี่ยนผ่านจาก Insight GBS

  • Autodesk Insight – GBS จะ ยุติการให้บริการ และ ไม่สามารถทำการวิเคราะห์ใหม่ได้หลังวันที่ 2 เมษายน 2025
  • อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังสามารถดูหรือดาวน์โหลดผลการวิเคราะห์เดิมได้ จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 ก่อนที่จะถูกยกเลิกการเข้าถึงอย่างถาวร

🌍 ระบบใหม่: Next-Gen Insight (Total Carbon)

       ระบบ Insight รุ่นใหม่นี้ถูกรวมอยู่ใน Revit 2026 โดยตรง และสามารถทำการวิเคราะห์ได้ทั้ง:

  • Embodied Carbon – คาร์บอนที่เกิดจากวัสดุก่อสร้างและกระบวนการผลิต
  • Operational Carbon – คาร์บอนจากการใช้งานอาคารในระยะยาว

       ระบบใหม่นี้ประกอบด้วย:

  • การแยกรายละเอียดของ Embodied Carbon ตามองค์ประกอบต่าง ๆ
  • แดชบอร์ดเปิด (Open Dashboard) สำหรับการติดตาม วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลด้านคาร์บอนอย่างโปร่งใส

✅ ยกระดับ Revit สู่เครื่องมือออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

       การฝังเครื่องมือด้านคาร์บอนภายใน Revit โดยตรง ช่วยให้:

  • ลดความยุ่งยากในการวิเคราะห์ (ไม่ต้องใช้โปรแกรมแยก)
  • สนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
  • ช่วยให้ผู้ใช้ออกแบบอาคารที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการออกแบบ

ภาพที่ 12  ติดตั้ง Carbon Insights ในเมนู

image13

ภาพที่ 13 Zone Type Parameters

❄️ การอัปเกรดระบบโซนนิ่ง HVAC (HVAC System Zoning Upgrades)

       Revit 2026 ได้ยกระดับความสามารถในการกำหนดโซนของระบบ HVAC ให้มีความยืดหยุ่นและทรงพลังยิ่งขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้:

🆕 เปลี่ยนแนวคิดจาก “HVAC vs. System Zones” → สู่ “HVAC System Zones” แบบใหม่

  • ระบบโซนใหม่นี้ รวมการจัดการโซน HVAC ทั้งหมดไว้ในรูปแบบเดียว ไม่แยกเป็นสองระบบแบบเดิมอีกต่อไป
  • ผู้ใช้งานสามารถสร้างโซนได้จาก:
    • การสเก็ตช์ (Sketch-Based)
    • การเลือกพื้นที่ (Space Selection)

🧩 พารามิเตอร์ใหม่ในระดับ Instance

         เพิ่มคุณสมบัติสำคัญสำหรับแต่ละโซน ได้แก่:

  • Occupied Area – พื้นที่ใช้งานจริงภายในโซน
  • Outdoor Air Rate – อัตราการระบายอากาศจากภายนอก
  • Energy Set Points – ค่าควบคุมพลังงาน เช่น:
    • Cooling Set Point (จุดควบคุมความเย็น)
    • Heating Set Point (จุดควบคุมความร้อน)
    • Dehumidification Set Point (ควบคุมความชื้น)

🌐 รองรับการส่งออก IFC

       โซน HVAC ใหม่นี้รองรับการ Export เป็น IFC ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับซอฟต์แวร์ BIM อื่น ๆ ได้ดีขึ้น

  • เหมาะสำหรับการทำงานร่วมกันในโครงการขนาดใหญ่ ที่ต้องการความแม่นยำในระบบปรับอากาศ

🧩 ไม่ยึดติดกับองค์ประกอบสถาปัตย์

       ระบบโซนแบบสเก็ตช์ (Sketch-Based Zoning) ไม่จำเป็นต้องอิงกับองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม

  • ช่วยให้สามารถจัดโซนในรูปแบบเฉพาะทางวิศวกรรมได้อิสระและแม่นยำยิ่งขึ้น

📌 ฟีเจอร์ใหม่นี้ตอบโจทย์วิศวกรระบบ HVAC และนักออกแบบที่ต้องการควบคุมการไหลของอากาศและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกระดับของโครงการ

⚙️ ระบบงานวิศวกรรม MEPF – โดยเฉพาะงานระบบไฟฟ้า

หมายเหตุ: เนื่องจากผู้เขียนต้นฉบับไม่ได้ใช้งานส่วนของ Fabrication ใน Revit จึงจะไม่กล่าวถึงฟีเจอร์ในหมวดนั้น

        ใน Revit 2026 มีการอัปเดตในกลุ่มงาน MEPF (Mechanical, Electrical, Plumbing & Fire Protection) ค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะในด้าน ระบบไฟฟ้า (Electrical) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายจุด

🔌 รองรับสาย Multi-Core และมาตรฐานสากลมากขึ้น

       Revit 2026 ได้ยกระดับการทำงานกับ สายไฟหลายแกน (Multi-Core Cable) และ ค่าตัวนำไฟฟ้า (Conductor) เพื่อรองรับมาตรฐานสากลมากขึ้น:

  • ผู้ใช้สามารถ ควบคุมขนาดของตัวนำ (Conductor Size) ได้เอง
  • เปลี่ยนจากการใช้พารามิเตอร์เดิม “Wire Type / Wire Size” เป็น Cable Type / Cable Size แทน
  • ยกเลิกพารามิเตอร์ Voltage Drop ที่เคยใช้ในการคำนวณ

📌 สิ่งเหล่านี้ทำให้ Revit รองรับการออกแบบระบบไฟฟ้าในโครงการนานาชาติได้ยืดหยุ่นและเป็นมาตรฐานมากขึ้น

🧰 ตั้งค่าชนิดสายไฟและรองรับสายขนาน (Parallel Cables)

       Revit 2026 เพิ่มหน้าต่าง MEP Settings แบบใหม่ สำหรับ:

  • กำหนด ชนิดและขนาดของสายไฟ ได้โดยตรง
  • รองรับการกำหนด สายขนานหลายเส้นในวงจรเดียว (Multiple Parallel Cables per Circuit)

🧪 ปรับปรุงข้อมูลวัสดุและฉนวน (Material & Insulation)

       พารามิเตอร์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับวัสดุตัวนำไฟฟ้า ได้แก่:

  • ชนิดวัสดุ (เช่น ทองแดง, อลูมิเนียม ฯลฯ)
  • ระดับอุณหภูมิที่รองรับ (Temperature Ratings)

📌 การอัปเดตนี้ช่วยให้การสร้างโมเดลระบบไฟฟ้ามีรายละเอียดแม่นยำยิ่งขึ้น รองรับการเขียนแบบและจัดทำเอกสารที่ต้องอิงตามมาตรฐานไฟฟ้าจริง

ภาพที่ 14 การตั้งค่า Electrical Conductor และ Cable 

⚡ การอัปเกรดโมเดลระบบไฟฟ้า – แม่นยำขึ้น เชื่อมโยงมากขึ้น

       ใน Revit 2026 มีการพัฒนาโมเดลระบบไฟฟ้าให้รองรับการใช้งานที่ลึกขึ้น และง่ายต่อการนำไปใช้ในโครงการจริงมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่อง การจัดการสายไฟ ขนาดสาย และการคำนวณโหลดไฟฟ้า

🔁 แปลงค่าขนาดสายอัตโนมัติ → เป็นข้อมูลสายเคเบิล

  • ระบบสามารถ แปลงค่าพารามิเตอร์ของขนาดสายไฟ (Wire Size) เดิมไปเป็น ชนิดและขนาดของสายเคเบิล (Cable Type / Size) ได้โดยอัตโนมัติ
  • ข้อมูลของสายเคเบิลเหล่านี้สามารถถูกนำไปใช้ใน:
    • วงจรไฟฟ้า (Circuits)
    • ตารางรายการ (Schedules)
    • ผังแผงไฟฟ้า (Panel Layouts)

📌 ฟีเจอร์นี้ช่วยให้การอัปเกรดโปรเจกต์เดิมมาใช้เวอร์ชัน Revit 2026 เป็นไปได้อย่างราบรื่น และสอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ในระบบไฟฟ้า

🧷 ปรับโครงสร้าง Wire Types – ใช้เพื่อการเขียนผังเท่านั้น

  • Revit 2026 ปรับให้ Wire Types ใช้เฉพาะกับการลากสายในผัง (Schematic Drawing) เท่านั้น
  • ค่าต่าง ๆ ที่เคยอยู่ใน Wire Settings เช่น Wire Size จะถูก ถอดออกจากระบบการตั้งค่า

✅ การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้ Workflow ในการเขียนแบบไฟฟ้าชัดเจนขึ้น โดยแยกส่วน “การแสดงผัง” ออกจาก “การคำนวณและออกแบบทางกายภาพ”

🔢 การคำนวณพลังงานไฟฟ้า (Power Calculation)

  • เพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้เลือกว่าจะคำนวณพลังงานแบบ:
    • True Power หรือ
    • Apparent Power
  • ค่ากำลังโหลดในเชิงวิเคราะห์ (Analytical Loads) จะใช้ค่า Power Factor เริ่มต้นเป็น 1.0

📌 การอัปเดตนี้ช่วยให้การวิเคราะห์การจ่ายพลังงานไฟฟ้ามีความแม่นยำและควบคุมได้มากขึ้น เหมาะสำหรับงานวิเคราะห์โหลดไฟฟ้าในอาคารขนาดใหญ่

📊 จัดการระบบจ่ายไฟในตารางได้ดีขึ้น

  • ระบบสามารถแสดงและจัดกลุ่ม Distribution System และ Part Type ได้ในตาราง Schedule
  • อุปกรณ์ไฟฟ้าถูกจัดหมวดหมู่ได้ดีขึ้น เช่น:
  • ระบบสามารถแสดงและจัดกลุ่ม Distribution System และ Part Type ได้ในตาราง Schedule
  • อุปกรณ์ไฟฟ้าถูกจัดหมวดหมู่ได้ดีขึ้น เช่น:
    • แผงควบคุมไฟ (Panels)
    • ตู้ควบคุม (Switchboards)
    • หม้อแปลง (Transformers)

✅ สิ่งนี้ช่วยให้เอกสารประกอบแบบไฟฟ้า (Electrical Documentation) มีความเป็นระบบมากขึ้น และจัดการง่ายแม้ในโครงการขนาดใหญ่

ภาพที่ 15 Distribution System และ Part Type ใน Schedule

🏷️ การ Tag และ View Filter รองรับระบบจ่ายไฟแล้ว

       ใน Revit 2026 การ Tag และ View Filter ได้รับการปรับปรุงให้สามารถ:

  • แสดงและกรองตาม คุณสมบัติของระบบจ่ายไฟ (Distribution System Attributes)
  • แยกแยะ ประเภทของตู้ไฟ (Panel Types) ใน View ได้อย่างแม่นยำ

✅ ช่วยให้การประสานงาน (Coordination) และการมองเห็นข้อมูล (Visualization) ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะในโครงการที่มีระบบไฟหลายระบบหรือซับซ้อน

🗂️ การจัดกลุ่ม Panel Schedules ใน Browser – ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

       Panel Schedule Browser ถูกปรับปรุงให้สามารถ:

  • จัดกลุ่มตามชั้น (Level)
  • จัดกลุ่มตามระบบจ่ายไฟ (Distribution System)
  • ใช้ตัวกรองใหม่ เช่น:
    • จำนวนเฟส (Number of Phases)
    • Project Parameters
    • Shared Parameters

📌 สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การจัดการ Panel Schedule มีประสิทธิภาพและง่ายขึ้น โดยเฉพาะในระบบไฟฟ้าที่มีหลายเฟสหรือหลายโซนในโครงการขนาดใหญ่

image16

ภาพที่ 16 หน้าต่างทางเลือก Panel Schedule Browser Organization Options

🔄 ปรับปรุงเส้นทางวงจรไฟฟ้าใน Nested Families

ใน Revit 2026 ได้แก้ไขปัญหาเดิมที่ เส้นทางของวงจรไฟฟ้า (Electrical Circuit Path) ไม่พุ่งไปยังตำแหน่งของ Family ที่ฝังอยู่ (Nested Family) แต่ไปยังจุดกำเนิดของโครงการ (Project Origin) แทน

✅ เวอร์ชันใหม่นี้ปรับให้เส้นทางวงจรวิ่งไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องของ Nested Family โดยอัตโนมัติ ช่วยให้:

  • ความแม่นยำในการวางโมเดลระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
  • ลด ข้อผิดพลาดในการจัดทำเอกสาร และการแสดงผลใน View

👀 ปรับปรุงการแสดงผลของหมวดหมู่ MEP

       Revit 2026 ได้ยกระดับการแสดงผลของหมวดหมู่ในระบบงานวิศวกรรม MEP ให้แสดงผลได้สอดคล้องกับมุมมองที่ใช้งานมากยิ่งขึ้น:

       หมวดหมู่ที่ได้รับการปรับปรุง ได้แก่:

  • ระบบป้องกันอัคคีภัย (Fire Protection)
  • อุปกรณ์การแพทย์ (Medical Equipment)
  • ระบบภาพและเสียง (Audio-Visual)
  • ป้ายและสัญลักษณ์ (Signage)

       การปรับปรุงนี้ทำให้:

  • องค์ประกอบในแต่ละหมวดหมู่แสดงผลได้ถูกต้องใน Plan View
  • ไม่แสดงผลเป็น “เงาโปร่งบาง” หรือ Halftone Underlay แบบเดิมอีกต่อไป

✅ ช่วยให้การทำงานใน View ของระบบ MEP มีความ ถูกต้อง แม่นยำ และดูง่าย ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการเขียนแบบและการประสานงานข้ามสาขา

✅ สรุปส่งท้าย

Revit 2026 ถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในวงการ สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการก่อสร้าง (AEC) ด้วยฟีเจอร์ใหม่ที่ทรงพลัง ทั้งในด้าน การประมวลผลกราฟิกขั้นสูง, การปรับแต่ง UI ให้ลื่นไหล, และ ความสามารถใหม่ ๆ ที่ครอบคลุมทุกมิติของการทำงาน

การอัปเดตในเวอร์ชันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังยกระดับ ความแม่นยำและความคล่องตัวในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการก่อสร้าง

🧱 จากเครื่องมือออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ใช้งานง่าย
🌱สู่ความสามารถขั้นสูงด้าน ความยั่งยืนและการวิเคราะห์คาร์บอน

       Revit 2026 ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม ด้วย:

  • การผสานการทำงานของระบบ MEP ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการผลิต (Design to Fabrication)
  • การวิเคราะห์โครงสร้างที่แม่นยำ
  • ความสามารถในการลงรายละเอียด (Detailing) ที่ละเอียดลึกยิ่งขึ้น

🤝 การทำงานร่วมกัน เอกสาร และการประสานข้อมูล ก็ได้รับการยกระดับอย่างรอบด้าน

       ทั้งหมดนี้ช่วยให้ Workflow ของทั้งทีมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

       Revit 2026 จึงไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ แต่เป็น เครื่องมือสำคัญสำหรับมืออาชีพยุคใหม่

🚀 ถึงเวลาเปลี่ยนมุมมองการออกแบบ

       ในยุคที่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมก่อสร้างกำลังก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง Revit 2026 โดดเด่นขึ้นมาในฐานะ พันธมิตรที่ทรงพลัง ที่ช่วยให้คุณสามารถ:

  • สานต่อแนวคิดที่ล้ำสมัย
  • แปลงจินตนาการให้กลายเป็นแบบก่อสร้างที่แม่นยำ
  • ทำงานได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในโลกแห่งการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน

ถึงเวลาแล้วที่จะก้าวเข้าสู่อนาคตของการออกแบบและการก่อสร้างด้วย Revit 2026 และสัมผัสกับผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงงานของคุณได้อย่างแท้จริง

 

สนใจรายละเอียดและการประยุกต์ใช้ที่เหมาะสมกับองค์กรคุณ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ VR Digital โทร. 02 267 6318 หรืออีเมล์ info@vr-3d.com

ที่มา: Jason Peckovitch, What’s New in Revit 2026, AUGI WORLD Vol. 2025/4, April 2025

error: Content is protected !!
ปิดโหมดสีเทา